พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
08/12/07 15:20
เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บอกเล่าเก้าสิบฉบับนี้จึงขอหยิบยกนำพระราชประวัติของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มาบอกกล่าวให้ทราบกันอีกครั้งเพื่อที่จะได้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งและนับเป็นการรำลึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณของท่านพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ในราชวงศ์จักรี
เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน
พระองค์ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า สมเด็จพระภัทรมหาราชมีความหมายว่า
พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งต่อมามีการถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐
ประชาชนชาวไทยและบุคคลทั่วไปมักนิยมที่จะเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง"
โดยที่มาก็อาจจะมาจากคำว่า "ในพระบรมมหาราชวังหลวง" บ้างก็เพี้ยนมาจากคำว่า
"นายหลวง" ซึ่งแปลว่า "นายผู้เป็นใหญ่" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ ๓ ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์
(สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาล ตะละภัฎ (ชูกระมล)
(สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ๒ พระองค์
คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รัชกาลที่๘) การศึกษาของพระองค์เริ่ม
จากพ.ศ. ๒๔๗๗ เมื่อเจริญพระชนมายุได้ ๕ ปี เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี
จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์
เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน
และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนเอกอล นูเวล เดอ ลา ซืออิส โรมองต์
เมืองแชลลี-ซือ-โลซาน พ.ศ. ๒๔๗๗ เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ผู้เป็นพระบรมเชษฐาธิราช
เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘
จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส
คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์
วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา
จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม
แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์
ซึ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศแทนการตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนั้น
ได้ผ่อนคลายความโศกเศร้าของประชาชนชาวไทยทั้งปวงจากการที่ต้องสูญเสียพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัย
เพื่อเป็นประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า
จะทรงครองราชสมบัติเฉพาะในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์
และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์
ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า "ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า
"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้" เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจว่าต่อมาอีกประมาณ ๒๐ ปี
ขณะทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัด ทรงได้พบชายผู้ร้องตะโกนคนนั้น ชายผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า ที่เขาร้องตะโกน
ออกไปเช่นนั้นเพราะรู้สึกว้าเหว่และใจหาย เขาเห็นพระพักตร์เศร้ามาก จึงร้องไปเหมือนคนบ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า "นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"
เราคนไทยทั้งปวงคงจะทราบดีว่า พระราชกรณียกิจของท่านมากมายและหนักหนาสาหัสเพียงใด
พระองค์ท่านก็มิเคยหวั่นไหวหรือท้อแท้ เพื่อประชาชนของพระองค์แล้วท่านยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชน
ของพระองค์มีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างพอเพียง กระผมเองบางครั้งก็มีภาระกิจหน้าที่การงานที่หนัก
แต่เมื่อแหงนหน้ามองรูปที่อยู่ข้างบนผนังบ้านแล้วทำให้ผมสำนึกได้ว่า "เรานั้นหรือยังเหนื่อยได้
ไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของพระองค์ท่านเลย" ดังนั้นท่านผู้อ่านที่กำลังเจอปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ
อยู่ในขณะนี้ขอให้นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านเอาไว้ในใจเสมอ แล้วท่านจะหายเหนื่อย
พร้อมที่จะสู้ต่อไปในวันข้างหน้าครับ
บทความพระราชประวัตินี้อ้างอิงมาจาก
เว็ปไซต์ วิกิพีเดีย : http://th.wikipedia.org
ขอขอบพระคุณเว็ปไซต์ความรู้แห่งนี้มากๆครับ
จักรินทร์ ปลั่งกมล
|


