พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
king

เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บอกเล่าเก้าสิบฉบับนี้จึงขอหยิบยกนำพระราชประวัติของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มาบอกกล่าวให้ทราบกันอีกครั้งเพื่อที่จะได้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งและนับเป็นการรำลึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณของท่านพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ในราชวงศ์จักรี
เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ มิถุนายน .. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน
พระองค์ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า สมเด็จพระภัทรมหาราชมีความหมายว่า
พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งต่อมามีการถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อ .. ๒๕๓๐
ประชาชนชาวไทยและบุคคลทั่วไปมักนิยมที่จะเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง"
โดยที่มาก็อาจจะมาจากคำว่า "ในพระบรมมหาราชวังหลวง" บ้างก็เพี้ยนมาจากคำว่า
"นายหลวง" ซึ่งแปลว่า "นายผู้เป็นใหญ่" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระราชสมภพ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่
ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์
(สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาล ตะละภัฎ (ชูกระมล)
(
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระองค์
คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รัชกาลที่๘) การศึกษาของพระองค์เริ่ม
จากพ
.. ๒๔๗๗ เมื่อเจริญพระชนมายุได้ ปี เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี
จนถึงเดือนพฤษภาคม .. ๒๔๗๖ จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเมียร์มองต์
เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน .. ๒๔๗๗ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน
และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนเอกอล นูเวล เดอ ลา ซืออิส โรมองต์
เมืองแชลลี
-ซือ-โลซาน .. ๒๔๗๗ เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ผู้เป็นพระบรมเชษฐาธิราช
เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่
แห่งราชวงศ์จักรี ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม .. ๒๔๗๘
จนถึงปี
.. ๒๔๘๘ ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส
คลาซีค
กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์
วันที่ มิถุนายน .. ๒๔๘๙ ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา
จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม
แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์
ซึ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศแทนการตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนั้น
ได้ผ่อนคลายความโศกเศร้าของประชาชนชาวไทยทั้งปวงจากการที่ต้องสูญเสียพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัย
เพื่อเป็นประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก
เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า
จะทรงครองราชสมบัติเฉพาะในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น
เพราะยังทรงพระเยาว์
และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน
เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินดอนเมือง
เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์
ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า
"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า
"
ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้" เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจว่าต่อมาอีกประมาณ ๒๐ ปี
ขณะทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัด
ทรงได้พบชายผู้ร้องตะโกนคนนั้น ชายผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า ที่เขาร้องตะโกน
ออกไปเช่นนั้นเพราะรู้สึกว้าเหว่และใจหาย
เขาเห็นพระพักตร์เศร้ามาก จึงร้องไปเหมือนคนบ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า "นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"
เราคนไทยทั้งปวงคงจะทราบดีว่า พระราชกรณียกิจของท่านมากมายและหนักหนาสาหัสเพียงใด
พระองค์ท่านก็มิเคยหวั่นไหวหรือท้อแท้
เพื่อประชาชนของพระองค์แล้วท่านยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชน
ของพระองค์มีความสุข
มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างพอเพียง กระผมเองบางครั้งก็มีภาระกิจหน้าที่การงานที่หนัก
แต่เมื่อแหงนหน้ามองรูปที่อยู่ข้างบนผนังบ้านแล้วทำให้ผมสำนึกได้ว่า
"เรานั้นหรือยังเหนื่อยได้
ไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของพระองค์ท่านเลย" ดังนั้นท่านผู้อ่านที่กำลังเจอปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ
อยู่ในขณะนี้ขอให้นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านเอาไว้ในใจเสมอ แล้วท่านจะหายเหนื่อย
พร้อมที่จะสู้ต่อไปในวันข้างหน้าครับ

บทความพระราชประวัตินี้อ้างอิงมาจาก

เว็ปไซต์ วิกิพีเดีย : http://th.wikipedia.org

ขอขอบพระคุณเว็ปไซต์ความรู้แห่งนี้มากๆครับ
จักรินทร์
ปลั่งกมล
|